<data xmlns:xsi="http://www.w3.org/2001/XMLSchema-instance">
<row _id="1"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>1113/2553</black_case><red_case>1177/2557</red_case><supreme_black_case>อ.894/2557</supreme_black_case><supreme_red_case>อ.127/2565</supreme_red_case><plaintiff>บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เดิม)</plaintiff><defendant>1. กสทช. 2. เลขาธิการ กสทช. 3. รองเลขาธิการ กสทช. 4. สำนักงาน กสทช.</defendant><update_month>ก.พ.66</update_month><Judgment>เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2565 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนคำสั่งของเลขาธิการ กทช. ที่ให้ บมจ. กสท ชำระค่าปรับทางปกครองในส่วนที่เกินอัตราวันละ 125,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2553 
เป็นต้นไป จนกว่าจะจัดให้มีบริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้วเสร็จตามหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ทช 1200.3/8524 ลงวันที่ 
24 กันยายน 2553 และให้สำนักงาน กสทช. คืนเงินค่าปรับทางปกครองในส่วนที่ชำระไว้เกินอัตราที่กำหนดแก่ บมจ. กสท จำนวน 3,375,000.27 บาท คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งสองชั้นศาลแก่ บมจ. กสท ตามส่วนของการชนะคดีและคืนค่าธรรมเนียมศาล
ในชั้นอุทธรณ์แก่ กสทช. เลขาธิการ กสทช. รองเลขาธิการ กสทช. และสำนักงาน กสทช. ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ ตามส่วนของ
การชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
</Judgment></row>
<row _id="2"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>397/2554</black_case><red_case>2112/2557</red_case><supreme_black_case>อ.123/2558</supreme_black_case><supreme_red_case>อ.113/2565</supreme_red_case><plaintiff>บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เดิม)</plaintiff><defendant>กสทช. (กทช. เดิม)</defendant><update_month>ก.พ.66</update_month><Judgment>เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2565 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ตามหนังสือ ที่ ทช 7300/9700 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่มีคำสั่งดังกล่าว นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น วินิจฉัยโดยสรุปว่า บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) (บมจ. ทีโอที) มีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมเลขหมายโทรคมนาคมพิเศษให้แก่ กทช. ตามประกาศ กทช. เรื่อง หลักเกณฑ์ในการจัดสรรเลขหมายโทรคมนาคมชั่วคราว และประกาศ กทช. เรื่อง หลักเกณฑ์ในการจัดสรรและอนุญาตให้ใช้เลขหมายโทรคมนาคมพิเศษ แต่ กทช. 
มิได้กำหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับวิธีการจัดเก็บจากผู้ใช้ที่แท้จริงที่ได้รับการจัดสรรให้ใช้เลขหมายโทรคมนาคมพิเศษจาก 
บมจ. ทีโอที โดยเพิ่งจะมีหนังสือแจ้งให้ บมจ. ทีโอที ชำระค่าธรรมเนียมเลขหมายโทรคมนาคมพิเศษเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 656,505,763.36 บาท การที่ กทช. ได้มีหนังสือแจ้งให้ บมจ. ทีโอที ชำระค่าธรรมเนียมเลขหมายโทรคมนาคมพิเศษย้อนหลัง 
จึงเป็นการสร้างภาระให้แก่ บมจ. ทีโอที และผู้ใช้บริการโดยไม่สมเหตุผลตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และไม่เป็นธรรมแก่ บมจ. ทีโอที ด้วยเหตุดังกล่าว คำสั่งของ กทช. ตามหนังสือ ที่ ทช 7300/9700 
ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
</Judgment></row>
<row _id="3"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>792/2554</black_case><red_case>518/2558</red_case><supreme_black_case>อ.413/2558</supreme_black_case><supreme_red_case>อ.1213/2565</supreme_red_case><plaintiff>บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เดิม)</plaintiff><defendant>1. กสทช. (กทช. เดิม) 2. เลขาธิการ กสทช. (เลขาธิการ กทช. เดิม)</defendant><update_month>ก.พ.66</update_month><Judgment>เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2566 ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนมาตรการบังคับทางปกครองของเลขาธิการ กทช. ที่ให้ บมจ. ทีโอที ชำระค่าปรับทางปกครองในส่วนที่เกินอัตราวันละ 83,333.335 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2553 เป็นต้นไป จนกว่าจะจัดให้มีบริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้วเสร็จตามหนังสือฉบับลงวันที่ 24 กันยายน 2553 และให้เพิกถอนมติ กทช. ในการประชุมครั้งที่ 39/2553 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2553 ที่ยืนตามการกำหนดมาตรการบังคับทางปกครองของเลขาธิการ กทช. ในส่วนที่เกินอัตราวันละ 83,333.335 บาท ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 7 มกราคม 2554 </Judgment></row>
<row _id="4"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>56/2556</black_case><red_case>717/2559</red_case><supreme_black_case>อ.660/2559</supreme_black_case><supreme_red_case>อ.340/2565</supreme_red_case><plaintiff>บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)</plaintiff><defendant>1. เลขาธิการ กสทช. 2. กสทช. (กทค. เดิม)</defendant><update_month>ก.พ.66</update_month><Judgment>เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2565 ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ยกฟ้องคดีนี้ เนื่องจากคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ สทช 5011/9627 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 ที่ให้ผู้ฟ้องคดีชำระค่าปรับทางปกครองในอัตราวันละ 100,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไป เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในการประชุมครั้งที่ 35/2555 เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2555 ที่มีมติยืนตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น โดยศาลได้วินิจฉัย ในแต่ละประเด็นโดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้
1. เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีกำหนดเงื่อนไขการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทเรียกเก็บค่าบริการล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นการบังคับให้ผู้ใช้บริการต้องใช้บริการภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจาก กทช. ที่มีอำนาจหน้าที่ในขณะนั้น จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อ 11 ของประกาศ กทช. เรื่อง มาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 ประกอบมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ย่อมมีอำนาจสั่งให้ผู้ฟ้องคดีระงับการกระทำที่ฝ่าฝืน หรือแก้ไขปรับปรุง หรือปฏิบัติให้ถูกต้องหรือเหมาะสมภายในระยะเวลาที่กำหนด ตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 และเมื่อพ้นกำหนดระยะ  ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กำหนด แต่ผู้ฟ้องคดียังมิได้ดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีอำนาจตามมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันกำหนดค่าปรับทางปกครองแก่กรณีของผู้ฟ้องคดีได้
2. กรณีที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า อัตราค่าปรับที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กำหนดจำนวน 100,000 บาท ต่อวัน เกินกว่าที่กำหนดไว้ในมาตรา 58 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ที่กำหนดให้มีการชำระค่าปรับทางปกครองตามจำนวนที่สมควรแก่เหตุแต่ต้องไม่เกิน 20,000 บาทต่อวัน อย่างไรก็ตาม มาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันได้บัญญัติว่า ถ้าบทกฎหมายใดกำหนดมาตรการบังคับทางปกครองไว้โดยเฉพาะแล้ว แต่เจ้าหน้าที่เห็นว่ามาตรการบังคับนั้นมีลักษณะที่จะเกิดผลน้อยกว่ามาตรการบังคับตามหมวดนี้ เจ้าหน้าที่จะใช้มาตรการบังคับตามหมวดนี้แทนก็ได้ จึงเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มีเจตนารมณ์ที่จะให้การบังคับทางปกครองเป็นไปตามกฎหมายเฉพาะ ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีอำนาจกำหนดค่าปรับทางปกครองเกินกว่า 20,000 บาท  ต่อวันได้
3. โดยที่มาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกำหนดค่าปรับทางปกครองไว้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณากำหนดค่าปรับทางปกครองแก่ผู้รับใบอนุญาตทุกรายโดยอาศัยหลักเกณฑ์ 3 ประการ ได้แก่ ผลกระทบต่อการประกอบกิจการโทรคมนาคมของผู้รับใบอนุญาต  ผลกระทบต่อการกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคม และผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะเป็นผู้พิจารณาว่ามีผลกระทบมากน้อยเพียงใด โดยหากมีผลกระทบน้อยจะคูณด้วย 0.5 จากอัตราค่าปรับทางปกครองวันละ 20,000 บาท ผลกระทบปานกลางจะคูณด้วย 1 จากอัตราค่าปรับทางปกครองวันละ 20,000 บาท และผลกระทบมากจะคูณด้วย 2 จากอัตราค่าปรับทางปกครองวันละ 20,000 บาท เมื่อรวมค่าปรับทางปกครองทั้ง 3 หลักเกณฑ์เข้าด้วยกัน ก็จะเป็นอัตราค่าปรับทางปกครองที่บังคับแก่ผู้รับใบอนุญาตรายนั้น ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีคำสั่งกำหนดค่าปรับทางปกครองแก่ผู้ฟ้องคดีในอัตรา 100,000 บาท ต่อวัน โดยได้พิจารณาผลกระทบด้านต่าง ๆ ตามหลักเกณฑ์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กำหนดขึ้น และหลักเกณฑ์ดังกล่าวก็ใช้บังคับแก่ผู้รับใบอนุญาตทุกราย กรณีจึงเห็นได้ว่าการใช้ดุลพินิจกำหนดค่าปรับทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย

</Judgment></row>
<row _id="5"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>328/2554</black_case><red_case>1842/2559</red_case><supreme_black_case>อ.1503/2559</supreme_black_case><supreme_red_case>อ.446/2565</supreme_red_case><plaintiff>บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เดิม)</plaintiff><defendant>1. กสทช. (กทช. เดิม) 2. เลขาธิการ กสทช. (เลขาธิการ กทช. เดิม)</defendant><update_month>ก.พ.66</update_month><Judgment>เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2565 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 3 ไม่ได้กำหนดให้พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 สิ้นสุดลง พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวจึงยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงยังคงมีสถานะทางกฎหมายตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และเป็นผู้มีอำนาจออกคำสั่งเรียกคืนคลื่นความถี่ 1900 MHz ย่านความถี่ 1885 - 1900 MHz คู่กับย่านความถี่ 1965-1980 MHz จากผู้ฟ้องคดีตามหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ทช 7300/9381 ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2553 ประกอบกับผู้ฟ้องคดี ใช้คลื่นความถี่ดังกล่าวไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ได้รับอนุญาต เป็นการใช้คลื่นความถี่อย่างไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่ประหยัดคุ้มค่าเท่าที่ควร จึงเป็นการพิจารณาภายใต้กรอบของกฎหมายและได้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ดังนั้น มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการประชุมครั้งที่ 4/2553 เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2553 ให้เรียกคืนคลื่นความถี่ 1900 MHz ย่านความถี่ 1885 - 1900 MHz คู่กับย่านความถี่ 1965 - 1980 MHz จากผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบด้วยกฎหมาย </Judgment></row>
<row _id="6"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>55/2556</black_case><red_case>2168/2559</red_case><supreme_black_case>อ.1720/2559</supreme_black_case><supreme_red_case>อ.341/2565</supreme_red_case><plaintiff>บริษัท ทรู มูฟ จำกัด</plaintiff><defendant>เลขาธิการ กสทช.</defendant><update_month>ก.พ.66</update_month><Judgment>เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาที่ให้ยกฟ้อง วินิจฉัยโดยสรุปว่า เมื่อ บจก. ทรู ยังมิได้ปรับปรุงเงื่อนไขการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทเรียกเก็บค่าบริการล่วงหน้าไม่ให้มีข้อกำหนดในลักษณะเป็นการบังคับให้ผู้ใช้บริการต้องใช้บริการภายในระยะเวลาที่กำหนดตามคำสั่ง เลขาธิการ กสทช. จึงมีอำนาจตามมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 พิจารณากำหนดค่าปรับทางปกครองได้ เมื่อมาตรา 66 มิได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่า จะต้องกำหนดค่าปรับทางปกครองอย่างไร จึงย่อมเป็นดุลพินิจพิจารณาตามความเหมาะสม การที่เลขาธิการ กสทช. กำหนดค่าปรับทางปกครองโดยพิจารณาผลกระทบแต่ละด้านตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดขึ้น ทั้งต่อการประกอบกิจการโทรคมนาคม การกำกับดูแล ประโยชน์สาธารณะ และกำหนดอัตราค่าปรับไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท ต่อวัน เป็นเกณฑ์ตั้งต้น ใช้บังคับแก่
ผู้รับใบอนุญาตทุกราย จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบด้วยกฎหมาย คำสั่งตามหนังสือ ที่ สทช 5011/9628 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 กำหนดค่าปรับทางปกครองในอัตราวันละ 100,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่ง จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ กทค. ในการประชุม ครั้งที่ 35/2555 เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2555 ให้ยืนตามคำสั่ง จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน
</Judgment></row>
<row _id="7"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>706/2555</black_case><red_case>2167/2559</red_case><supreme_black_case>อ.1725/2559</supreme_black_case><supreme_red_case>อ.342/2565</supreme_red_case><plaintiff>บริษัท ทรู มูฟ จำกัด</plaintiff><defendant>1. เลขาธิการ กสทช. 2. กสทช. (กทค. เดิม)</defendant><update_month>ก.พ.66</update_month><Judgment>เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2565 ศาลปกครองสูงสุงมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น โดยสรุปว่า เมื่อผู้ฟ้องคดียังคงกำหนดเงื่อนไขการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทเรียกเก็บค่าบริการล่วงหน้า (Pre-paid) ที่มีลักษณะเป็นการเร่งรัดให้ผู้ใช้บริการต้องใช้บริการภายในระยะเวลาที่กำหนด ต้องเติมเงินเพื่อขยายระยะเวลาออกไป แต่ยังไม่ได้รับความเห็นชอบจาก กทช. ล่วงหน้า เป็นการ ไม่ปฏิบัติตามข้อ 11 ของประกาศ ฝ่าฝืนเงื่อนไขการอนุญาตที่ กทช. กำหนดขึ้นตามมาตรา 15 แห่ง พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 การที่เลขาธิการ กสทช. อาศัยอำนาจตามมาตรา 64 สั่งให้ผู้ฟ้องคดีปรับปรุงเงื่อนไขมิให้มีข้อกำหนดดังกล่าวอีกต่อไปตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ ทช 7300/3825 ลงวันที่ 25 เมษายน 2554 จึงเป็นการออกคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ กทค. ในการประชุมครั้งที่ 2/2555 เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2555 ยืนตามคำสั่งดังกล่าวจึงเป็นมติที่ชอบด้วยกฎหมาย เช่นเดียวกัน </Judgment></row>
<row _id="8"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>1226/2554</black_case><red_case>2231/2559</red_case><supreme_black_case>อ.1756/2559</supreme_black_case><supreme_red_case>อ.147/2565</supreme_red_case><plaintiff>บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)</plaintiff><defendant>1. กสทช. 2. เลขาธิการ กสทช. 3. กทค.</defendant><update_month>ก.พ.66</update_month><Judgment>เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2565 ศาลปกครองสูงสุงมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นที่ให้ยกฟ้อง วินิจฉัยโดยสรุปว่า 
เมื่อ บมจ. แอดวานซ์ ยังคงกำหนดเงื่อนไขการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทเรียกเก็บค่าบริการล่วงหน้า (Pre-paid) ที่มีลักษณะเป็นการเร่งรัดให้ผู้ใช้บริการต้องใช้บริการภายในระยะเวลาที่กำหนด ต้องเติมเงินเพื่อขยายระยะเวลาออกไป แต่ยังไม่ได้รับความเห็นชอบจาก กทช. ล่วงหน้า เป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อ 11 ของประกาศ ฝ่าฝืนเงื่อนไขการอนุญาตที่ กทช. กำหนดขึ้นตามมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 การที่เลขาธิการ กสทช. อาศัยอำนาจตามมาตรา 64 สั่งให้ บมจ. แอดวานซ์ ปรับปรุงเงื่อนไขมิให้มีข้อกำหนดดังกล่าวอีกต่อไปตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ ทช 7300/3824 ลงวันที่ 25 เมษายน 2554 จึงเป็นการออกคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ กทค. ในการประชุมครั้งที่ 2/2555 เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2555 ยืนตามคำสั่งดังกล่าว
จึงเป็นมติที่ชอบด้วยกฎหมาย เช่นเดียวกัน</Judgment></row>
<row _id="9"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>75/2556</black_case><red_case>1071/2560</red_case><supreme_black_case>อร.173/2560</supreme_black_case><supreme_red_case>อร.48/2565</supreme_red_case><plaintiff>บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)</plaintiff><defendant>1. กสทช. 2. เลขาธิการ กสทช. 3. กทค.</defendant><update_month>ก.พ.66</update_month><Judgment>เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2565 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า 
1. คำสั่งเลขาธิการ กสทช. ที่ให้ผู้ฟ้องคดีชำระค่าปรับทางปกครองในอัตราวันละ 100,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไป จนกว่าผู้ฟ้องคดีจะปฏิบัติตามคำสั่งเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ในการพิจารณากำหนดค่าปรับทางปกครองเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีระงับการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือแก้ไขปรับปรุงหรือปฏิบัติให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยการกำหนดค่าปรับในอัตราวันละ 100,000 บาท ได้มีการพิจารณาโดยอาศัยหลักเกณฑ์ 3 ประการ ได้แก่ ผลกระทบต่อการประกอบกิจการโทรคมนาคมของผู้รับใบอนุญาต ผลกระทบ  ต่อการกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคม และผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์เดียวกันกับผู้รับใบอนุญาตทุกราย เมื่อการฝ่าฝืนข้อ 11 ของประกาศ กทช. เรื่อง มาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการประกอบกิจการโทรคมนาคม การกำกับดูแลและประโยชน์สาธารณะ ดังนั้น การกำหนดค่าปรับทางปกครองในกรณีดังกล่าวเป็นเงิน 100,000  บาท ต่อวัน จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบด้วยกฎหมาย และมติ กทค. ในการประชุมครั้งที่ 35/2555 เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2555 ที่มีมติยืนตามคำสั่งของเลขาธิการ กสทช. เป็นการอาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเดียวกันกับคำสั่งเลขาธิการ กสทช. จึงชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน 
2. มติ กทค. ในการประชุมครั้งที่ 23/2555 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2555 ที่ไม่เห็นชอบต่อข้อเสนอของผู้ฟ้องคดีในการกำหนดระยะเวลาการใช้บริการของผู้ใช้บริการแบบเติมเงินให้มีวันใช้งานได้ตามจำนวนเงินที่เติมและระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งเป็นข้อเสนอเงื่อนไขการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทเรียกเก็บค่าบริการล่วงหน้าซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวทางการกำกับดูแลตามมติที่ประชุม กทช. ครั้งที่ 36/2551 เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2551 และครั้งที่ 23/2552 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2552 และยังคงมีลักษณะเป็นการบังคับให้ผู้ใช้บริการต้องใช้บริการภายในระยะเวลาที่กำหนดเกินสมควร ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีมติในการประชุมครั้งที่ 23/2555 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2555 ไม่เห็นชอบต่อข้อเสนอดังกล่าวของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบและเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย </Judgment></row>
<row _id="10"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>1536/2557</black_case><red_case>303/2561</red_case><supreme_black_case>อร.96/2561</supreme_black_case><supreme_red_case>อร.56/2565</supreme_red_case><plaintiff>นางสาววนิดา เตมียจรัสวงศ์ ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสุวัฒน์ ฉันทาภิสิทธิ์</plaintiff><defendant>กสทช. (กทค. เดิม)</defendant><update_month>ก.พ.66</update_month><Judgment>เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2565 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนมติของผู้ถูกฟ้องคดีในการประชุมครั้งที่ 11/2557 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2557 ที่มีมติให้บริษัท แอดวานซ์ฯ คืนเงินเฉพาะค่าประกันการใช้โทรศัพท์เลขหมาย 019071795 จํานวน 3,000 บาทให้แก่นายสุวัฒน์เฉพาะในส่วนที่ไม่ได้พิจารณาเกี่ยวกับค่าเสียประโยชน์และค่าเสียหายที่นายสุวัฒน์และผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับจากการคืนเงินค่าประกันล่าช้า โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่มีมติดังกล่าว ทั้งนี้ โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดําเนินการให้เป็นไปตามคําพิพากษาโดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีพิจารณาเรื่องร้องเรียนของผู้ฟ้องคดี ให้เป็นไปตามข้อ 34 ของประกาศ กทช. เรื่อง มาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 โดยเร็วต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคําพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น</Judgment></row>
<row _id="11"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>1281/2558</black_case><red_case>1486/2561</red_case><supreme_black_case>อร.204/2561</supreme_black_case><supreme_red_case>อร.82/2565</supreme_red_case><plaintiff>บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)</plaintiff><defendant>1. กสทช. 2. สำนักงาน กสทช. 3. เลขาธิการ กสทช. 4. กทค.</defendant><update_month>ก.พ.66</update_month><Judgment>เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2565 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นให้ยกฟ้อง โดยมีประเด็นสรุป ดังนี้  
1. คำสั่งพิพาทที่ให้ผู้ฟ้องคดีระงับการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือแก้ไขปรับปรุงการให้บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ถูกต้องหรือเหมาะสม เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงยุติตามคําพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นว่า ผู้ฟ้องคดีกระทำการฝ่าฝืนประกาศหลักเกณฑ์บริการคงสิทธิเลขหมายฯ หมวด 2 ว่าด้วยขั้นตอนการขอโอนย้ายผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้ให้บริการและเงื่อนไขแนวทางปฏิบัติการโอนย้ายผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 เลขาธิการ กสทช. จึงมีอำนาจตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว สั่งให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติให้ถูกต้องได้ ดังนั้น คำสั่งเลขาธิการ กสทช. ที่ให้ผู้ฟ้องคดีระงับการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือแก้ไขปรับปรุงการให้บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ถูกต้องหรือเหมาะสม จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
2. กรณีที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า เงื่อนไขแนวทางปฏิบัติการโอนย้ายดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดรายละเอียด ขั้นตอน และวิธีการโอนย้ายผู้ให้บริการเพื่อให้ผู้ให้บริการใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการดำเนินการไปในแนวทางเดียวกัน หากดำเนินการไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขแนวทางปฏิบัติในขั้นตอนใดไปบ้างแต่ไม่มีผลกระทบต่อการให้บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ใช้บริการและการคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ใช้บริการก็ย่อมสามารถทำได้ นั้น เห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวไม่ใช่เหตุตามกฎหมายที่สามารถนํามาอ้างเพื่อไม่ปฏิบัติตามประกาศและเงื่อนไขแนวทางปฏิบัติการโอนย้ายผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวได้ อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น
 3. กรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า การตัดเปลี่ยนจากผู้ฟ้องคดีไปยังผู้ให้บริการรายใหม่ด้วยวิธีการ OTA โดยไม่ผ่านผู้ให้บริการระบบกลางก่อน เป็นการดำเนินการของบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จํากัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรายใหม่ ไม่ใช่การกระทำของผู้ฟ้องคดี เห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่าในศาลปกครองชั้นต้น ศาลปกครองสูงสุดจึงไม่รับวินิจฉัย
 4. กรณีที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นข้อเท็จจริงตามหนังสือลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 ต่อสำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. โดยแจ้งว่าปัจจุบันผู้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติตามประกาศหลักเกณฑ์  บริการคงสิทธิเลขหมายฯ และเงื่อนไขแนวทางปฏิบัติการโอนย้ายผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญอย่างครบถ้วนถูกต้องแล้ว ซึ่งเป็นพยานหลักฐานใหม่เพิ่มเติมที่แสดงข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนแปลงไปตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 โดยเทียบเคียงคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.495/2559 หมายเลขแดงที่ อ.633/2557 แต่ กทค. ไม่พิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า แม้ กทค. จะมีอำนาจทบทวนคำสั่งทางปกครองของเลขาธิการ กสทช. ได้ไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย หรือความเหมาะสมของการทำคำสั่งทางปกครอง แต่ข้อเท็จจริงที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างในหนังสือลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังไม่อาจทำให้การกระทำของผู้ฟ้องคดีที่เป็นการฝ่าฝืนประกาศดังกล่าว อันเป็นข้อเท็จจริง  ในขณะที่เลขาธิการ กสทช. ทำคำสั่งทางปกครองต้องเปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งยังไม่อาจนําคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.495/2559 หมายเลขแดงที่ อ.633/2557 มาเทียบเคียงได้ เนื่องจากมีข้อเท็จจริงแตกต่างจากคดีนี้ (กรณีที่มีพยานหลักฐานใหม่อันทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญว่า การชำระบัญชียังไม่เสร็จ จึงทำให้การรับจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีไม่ชอบด้วยกฎหมาย) ดังนั้น คำวินิจฉัยอุทธรณ์ยืนตามคำสั่งพิพาทจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย
</Judgment></row>
<row _id="12"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>1286/2558</black_case><red_case>384/2562</red_case><supreme_black_case>อร.104/2562 </supreme_black_case><supreme_red_case>อร.111/2565</supreme_red_case><plaintiff>บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด
</plaintiff><defendant>1. กสทช. 2. สำนักงาน กสทช. 3. เลขาธิการ กสทช. 4. กทค.</defendant><update_month>ก.พ.66</update_month><Judgment>เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2565 ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นว่า ผู้ฟ้องคดีกระทำการฝ่าฝืนประกาศ กทช. เรื่อง หลักเกณฑ์บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2552  หมวด 2 ว่าด้วยขั้นตอนการขอโอนย้ายผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้ให้บริการและเงื่อนไขแนวทางปฏิบัติการโอนย้ายผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 เลขาธิการ กสทช. จึงมีอำนาจตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวสั่งให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติให้ถูกต้องได้ ดังนั้น คำสั่งเลขาธิการ กสทช. ที่ให้ผู้ฟ้องคดีระงับการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือแก้ไขปรับปรุงการให้บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ถูกต้องหรือเหมาะสม จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า คำสั่งเลขาธิการ กสทช. เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น มติ กทค. ในการประชุมครั้งที่ 6/2558 เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2558 ที่วินิจฉัยอุทธรณ์โดยให้ยืนตามคำสั่งของเลขาธิการ กสทช. จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นที่สุดตามมาตรา ๗๓ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542</Judgment></row>
<row _id="13"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>74/2561</black_case><red_case>163/2562</red_case><supreme_black_case>อร.220/2562 </supreme_black_case><supreme_red_case>อร.121/2565</supreme_red_case><plaintiff>นายยุทธนา พ่วงเชย</plaintiff><defendant>1. เลขาธิการ กสทช. 2. บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด</defendant><update_month>ก.พ.66</update_month><Judgment>เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2565 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนใบอนุญาตของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ฉบับที่ 060360102287 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ที่อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตั้งสถานีวิทยุคมนาคม โดยให้มีผลในวันที่ครบกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น โดยวินิจฉัยว่า  ผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนตามข้อ 12.5 ของประกาศ กทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และมาตรการกำกับดูแลความปลอดภัยต่อสุขภาพของมนุษย์จากการใช้เครื่องวิทยุคมนาคม ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่ง ในขั้นตอนการพิจารณาออกใบอนุญาตของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แม้ไม่ต้องถึงขนาดต้องทำความเข้าใจกับประชาชนตลอดทั่วทุกคนหรือทุกครัวเรือนหรือเป็นสัดส่วนของจำนวนประชาชน หรือถึงขนาดต้องเข้าใจอย่างชัดเจน ให้ประชาชนทุกคนในพื้นที่ได้รับทราบ แต่ก็ต้องดำเนินการอย่างเหมาะสมและเพียงพอที่จะให้ประชาชนที่อยู่ในบริเวณที่จะติดตั้งหรือบริเวณใกล้เคียงดังกล่าวได้รับรู้และรับทราบเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยและป้องกันความวิตกกังวลของประชาชนที่อาจเกิดขึ้นได้ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีการประชาสัมพันธ์และแจกเอกสารเผยแพร่ให้แก่ประชาชนที่มีบ้านพักอาศัยในรัศมี 500 เมตร นับจากสถานที่ตั้งเสาโทรคมนาคมเพียง 6 คน จึงถือว่าเป็นสัดส่วนจำนวนที่น้อยมาก อีกทั้งยังไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีซึ่งมีบ้านพักอาศัยใกล้เคียงกับสถานีวิทยุคมนาคมดังกล่าวได้รับการประชาสัมพันธ์โครงการหรือได้รับเอกสารเผยแพร่ด้วยแต่อย่างใด การดำเนินการทำความเข้าใจกับประชาชนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดำเนินการไม่ครบถ้วน และมิใช่กรณีที่เป็นข้อบกพร่องเพียงเล็กน้อยแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกใบอนุญาตฉบับที่ 060360102287 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตั้งสถานีวิทยุคมนาคม จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนกรณีของใบอนุญาตให้ใช้ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมหรืออุปกรณ์ใดๆ ของเครื่องวิทยุคมนาคม นั้น เห็นว่า เป็นการพิจารณาออกใบอนุญาตที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย และประกาศที่เกี่ยวข้องทุกประการ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจในการออกคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว</Judgment></row>
<row _id="14"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>1007/2553</black_case><red_case>178/2557</red_case><supreme_black_case>อ.288/2557</supreme_black_case><supreme_red_case>อ.46/2566</supreme_red_case><plaintiff>บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)(บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เดิม)</plaintiff><defendant>1. กสทช. (กทช. เดิม) 2.บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)</defendant><update_month>พ.ค.67</update_month><Judgment>เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566 ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นให้เพิกถอนมติพิพาทที่แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบตามหนังสือลงวันที่ 14 กันยายน 2552 ว่าการให้บริการแก่บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ของบริษัท แอดวานซ์ฯ มิได้เป็นการให้บริการในลักษณะบริการโทรศัพท์ประจำที่โดยมิได้รับอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม และมิได้เป็นการกระทำขัดต่อมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ตั้งแต่วันที่มีคำสั่งดังกล่าว</Judgment></row>
<row _id="15"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>2227/2558</black_case><red_case>1260/2562</red_case><supreme_black_case>อร.227/2562</supreme_black_case><supreme_red_case>อร.285/2566</supreme_red_case><plaintiff>บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)(บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เดิม)</plaintiff><defendant>กสทช.</defendant><update_month>พ.ค.67</update_month><Judgment>เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2566 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้นให้เพิกถอนประกาศมาตรการคุ้มครองฯ ฉบับที่ 2 ข้อ 4 เฉพาะในส่วนที่กำหนดให้เงินรายได้จากการให้บริการที่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินจะต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่าอัตราร้อยละของส่วนแบ่งรายได้ที่ผู้ให้บริการเคยนำส่งภายใต้สัญญาสัมปทาน ณ วันสุดท้ายก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ทั้งนี้ ให้มีผลนับแต่วันที่ประกาศมีผลใช้บังคับ โดยวินิจฉัยว่า การกำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำที่จะต้องนำส่งตามข้อ 4 ของประกาศมาตรการคุ้มครองฯ ฉบับที่ 2 เป็นการกำหนดกรอบรายได้ขั้นต่ำแบบเฉพาะเจาะจง โดยมิได้คำนึงถึงรายได้ที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละรอบเดือน การกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องนำส่งเงินไม่น้อยกว่าอัตราร้อยละของส่วนแบ่งรายได้ที่ผู้ให้บริการเคยนำส่งภายใต้สัญญาสัมปทาน ณ วันสุดท้ายก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทานมีลักษณะเป็นการหาประโยชน์จากผู้ให้บริการเหมือนในช่วงระยะเวลาสัมปทานยังไม่สิ้นสุด เป็นการสร้างภาระเกินสมควรให้แก่ผู้ให้บริการรวมทั้งผู้ฟ้องคดีและหรือบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (ผู้รับสัมปทานการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จากผู้ฟ้องคดี) และไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของการให้บริการในช่วงระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในระหว่างสิ้นสุดเวลาสัมปทาน ขัดกับเจตนารมณ์ของประกาศดังกล่าวที่กำหนดขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถใช้บริการต่อไปได้อย่างต่อเนื่องอันเป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ มิใช่การมุ่งแสวงหากำไรแต่อย่างใด ดังนั้น ประกาศมาตรการคุ้มครองฯ ฉบับที่ 2 ข้อ 4 ในส่วนที่กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องนำส่งรายได้ขั้นต่ำจำนวนไม่น้อยกว่าอัตราร้อยละของส่วนแบ่งรายได้ที่ผู้ให้บริการ  เคยนำส่งภายใต้สัญญาสัมปทาน ณ วันสุดท้ายก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน จึงไม่เป็นธรรมแก่ผู้ให้บริการ และเป็นการใช้ดุลพินิจในการออกประกาศโดยมิชอบ ส่งผลให้ประกาศของ กสทช. ในส่วนดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย</Judgment></row>
<row _id="16"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>1927/2558</black_case><red_case>510/2561</red_case><supreme_black_case>อร.100/2561</supreme_black_case><supreme_red_case>อร.29/2566</supreme_red_case><plaintiff>บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)</plaintiff><defendant>1. เลขาธิการ กสทช. 2. กสทช. (กทค. เดิม)</defendant><update_month>พ.ค.67</update_month><Judgment>เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2566 ศาลปกครองสูงสุดพิพากษากลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น เป็นยกฟ้อง เนื่องจากคำสั่งของเลขาธิการ กสทช. ตามหนังสือลงวันที่ 12 มีนาคม 2557 ที่ให้ผู้ฟ้องคดีชำระค่าปรับทางปกครองในอัตราวันละ 140,000 บาท ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ กทค. ในการประชุมครั้งที่ 13/2558 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2558 ที่วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดียืนตามคำสั่งของเลขาธิการ กสทช. ที่กำหนดให้ผู้ฟ้องคดีชำระค่าปรับทางปกครองระหว่างวันที่ 21 สิงหาคม 2556 จนถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2557 รวมจำนวน 421 วัน คิดเป็นจำนวนค่าปรับทั้งสิ้น 58,940,000 บาท จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ดังนั้น การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ กทค. ในการประชุมครั้งที่ 13/2558 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2558 ตามหนังสือลงวันที่ 4 สิงหาคม 2558 เฉพาะส่วนที่วินิจฉัยให้ผู้ฟ้องคดีชำระค่าปรับเกินกว่าจำนวน 58,800,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วยพิพากษากลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น เป็นยกฟ้อง</Judgment></row>
<row _id="17"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>1858/2554,252/2556</black_case><red_case>2577-2578/2558</red_case><supreme_black_case>อ.26-27/2559</supreme_black_case><supreme_red_case>อ.611-612/2566</supreme_red_case><plaintiff>บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)</plaintiff><defendant>1. กสทช. 2. เลขาธิการ กสทช. </defendant><update_month>พ.ค.67</update_month><Judgment>เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2566 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้ยกฟ้อง ทั้งสองคดี จากผลแห่งคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดทั้งสองฉบับดังกล่าว ทำให้หนังสือ ที่ ทช 3300/9798 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 ที่สั่งให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติตามข้อ 38 และข้อ 96 ของประกาศ กทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดสรรและบริหารเลขหมายโทรคมนาคม พ.ศ. 2551 รวมถึงมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการประชุมครั้งที่ 15/2554 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 ที่วินิจฉัยยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ สทช 5011/9464 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2555  ที่กำหนดค่าปรับทางปกครองแก่ผู้ฟ้องคดี วันละ 80,000 บาท กรณีผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่จัดเก็บข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบ Prepaid ให้ครบถ้วน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการประชุมครั้งที่ 45/2555 เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2555 ที่วินิจฉัยยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ชอบด้วยกฎหมาย</Judgment></row>
<row _id="18"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>1859/2554,3117/2555</black_case><red_case>2579-2580/2558</red_case><supreme_black_case>อ.1607-1608/2558</supreme_black_case><supreme_red_case>อ.654-655/2566</supreme_red_case><plaintiff>บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)</plaintiff><defendant>1. กสทช. 2. เลขาธิการ กสทช. </defendant><update_month>พ.ค.67</update_month><Judgment>เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2566 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้ยกฟ้อง ทั้งสองคดี จากผลแห่งคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดทั้งสองฉบับดังกล่าว ทำให้หนังสือ ที่ ทช 3300/9799 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553  ที่สั่งให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติตามข้อ 38 และข้อ 96 ของประกาศ กทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดสรรและบริหารเลขหมายโทรคมนาคม พ.ศ. 2551 รวมถึงมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการประชุมครั้งที่ 15/2554 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 ที่วินิจฉัยยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ สทช 5011/9468 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 ที่กำหนดค่าปรับทางปกครองแก่ผู้ฟ้องคดี วันละ 80,000 บาท กรณีผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่จัดเก็บข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบ Prepaid ให้ครบถ้วน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการประชุมครั้งที่ 45/2555 เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2555 ที่วินิจฉัยยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ชอบด้วยกฎหมาย</Judgment></row>
<row _id="19"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>59/2559</black_case><red_case>1517/2561</red_case><supreme_black_case>อร.215/2561</supreme_black_case><supreme_red_case>อร.21/2566</supreme_red_case><plaintiff>บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)</plaintiff><defendant>1. เลขาธิการ กสทช. 2. กสทช. (กทค. เดิม)</defendant><update_month>พ.ค.67</update_month><Judgment>เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2566 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น โดยให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ กทค. ในการประชุมครั้งที่ 24/2558 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2558 เฉพาะค่าปรับทางปกครองส่วนที่เกินกว่าอัตราวันละ 168,000 บาท ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โดยในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลปกครองกลาง บมจ. โทเทิ่ล ได้นำส่งค่าปรับ
ทางปกครอง จำนวน 22,890,000 บาท เลขาธิการ กสทช. จึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินค่าปรับในส่วนที่รับชำระไว้เกินแก่ บมจ. โทเทิ่ล
</Judgment></row>
<row _id="20"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>1933/2558</black_case><red_case>2464/2561</red_case><supreme_black_case>อร.53/2562</supreme_black_case><supreme_red_case>อร.52/2566</supreme_red_case><plaintiff>บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)</plaintiff><defendant>1. กสทช. 2. สำนักงาน กสทช. 3. เลขาธิการ กสทช. 4. กสทช. (กทค. เดิม)</defendant><update_month>พ.ค.67</update_month><Judgment>เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางให้ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า การพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งของเลขาธิการ กสทช. ที่ให้ บมจ. แอดวานซ์ฯ ชำระค่าปรับทางปกครองในอัตราวันละ 140,000 บาท นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2556 จนถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2557 คิดเป็นเงินค่าปรับจำนวน 62,720,000 บาท ในการประชุม กทค. ครั้งที่ 13/2558 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2558 เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย </Judgment></row>
<row _id="21"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>2128/2558</black_case><red_case>280/2563</red_case><supreme_black_case>อร.133/2563</supreme_black_case><supreme_red_case>อร.18/2567</supreme_red_case><plaintiff>บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด เดิม)</plaintiff><defendant>1. กสทช. 2. เลขาธิการ กสทช.</defendant><update_month>ก.ค.68</update_month><Judgment>เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้นให้ยกฟ้อง โดยสรุปรายละเอียดสำคัญของคำพิพากษาได้ว่า ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลและรายละเอียดของผู้ใช้บริการให้เป็นไปตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดสรรและบริหารเลขหมายโทรคมนาคม ลงวันที่ 18 เมษายน 2557 และประกาศสำนักงาน กสทช. เรื่อง การจัดเก็บข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในลักษณะที่เรียกเก็บเงินล่วงหน้า ลงวันที่ 21 มกราคม 2558 ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า นับแต่วันที่ประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ผู้ฟ้องคดีไม่ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในลักษณะที่เรียกเก็บเงินล่วงหน้าให้ถูกต้องครบถ้วนตามประกาศดังกล่าว ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีหนังสือแจ้งเตือนไปยังผู้ฟ้องคดีหลายครั้งแล้วแต่ผู้ฟ้องคดีไม่ดำเนินการ กรณีจึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ตามหนังสือสำนักงาน กสทช. ด่วนที่สุด ที่ สทช 5005/25235 ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2558 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการประชุมครั้งที่ 22/2558 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558 จึงเป็นคำสั่งและมติที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว</Judgment></row>
<row _id="22"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>182/2561</black_case><red_case>1789/2563</red_case><supreme_black_case>อร.11/2564</supreme_black_case><supreme_red_case>อร.85/2567</supreme_red_case><plaintiff>บริษัท ซุปเปอร์ บรอดแบนด์ เน็ทเวอร์ค จำกัด </plaintiff><defendant>1. กสทช. 2. เลขาธิการ กสทช.</defendant><update_month>ก.ค.68</update_month><Judgment>เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2567 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนมติ กสทช. 
ครั้งที่ 13/2560 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2560 ที่มีมติยืนตามคำสั่งเลขาธิการ กสทช. หรือที่ยกอุทธรณ์ของบริษัท ซุปเปอร์ บรอดแบนด์ 
เน็ทเวอร์ค จำกัด (บริษัท) โดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่มีมติดังกล่าว โดยวินิจฉัยว่า เมื่อศาลปกครองสูงสุดในคดีหมายเลขดำที่ 
อร. 11/2562 คดีหมายเลขแดงที่ อร. 82/2564 ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับคดีนี้ได้วินิจฉัยแล้วว่า มติ กทค. ครั้งที่ 32/2558 เมื่อวันที่ 
2 ธันวาคม 2558 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และพิพากษาให้เพิกถอนมติดังกล่าวตั้งแต่วันที่มีมติ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันต่อบริษัท และ กสทช. ในฐานะคู่กรณี การที่บริษัทดังกล่าวฟ้องต่อศาลเป็นคดีนี้ โดยขอให้เพิกถอนคำสั่งเลขาธิการ กสทช. ตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ สทช 5014/ว15166 ลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 ที่สั่งให้บริษัทจัดสรรเงินรายได้
จากการประกอบกิจการโทรคมนาคมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 ในอัตราร้อยละ 4 ต่อปี พร้อมเงินเพิ่มให้แก่กองทุน และมติ กสทช. ครั้งที่ 13/2560 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2560 ที่ยืนตามคำสั่งเลขาธิการ กสทช. ซึ่งเป็นคำสั่งต่อเนื่องมาจากมติ กทค. ครั้งที่ 32/2558 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2558 โดยมติดังกล่าวได้ถูกเพิกถอนแล้ว คำสั่งเลขาธิการ กสทช. ตามหนังสือ 
ด่วนที่สุด ที่ สทช 5014/ว15166 ลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 ย่อมไม่ชอบด้วยตามไปด้วย มีผลให้มติ กสทช. ครั้งที่ 13/2560 
เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2560 ที่ยืนตามคำสั่งดังกล่าวเป็นอันไม่ชอบด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อมติดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย กสทช. 
จึงไม่มีอำนาจเรียกให้บริษัทดำเนินการตามคำสั่งได้
</Judgment></row>
<row _id="23"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>335/2557</black_case><red_case>1767/2561</red_case><supreme_black_case>อร.253/2561</supreme_black_case><supreme_red_case>อร.276/2565</supreme_red_case><plaintiff>บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เดิม)</plaintiff><defendant>กสทช.</defendant><update_month>ก.ค.68</update_month><Judgment>เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2566 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นประกาศ กสทช. เรื่อง การใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม พ.ศ. 2556 ข้อ 7 (1) (ซ) ประกอบข้อ 70 และข้อ 72 ข้อ 9 วรรคหนึ่ง (3) ข้อ 64 ข้อ 65 จึงชอบด้วยกฎหมาย และไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 305 (1) </Judgment></row>
<row _id="24"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>ส.3/2562</black_case><red_case>ส.4/2564</red_case><supreme_black_case>อร.130/2564</supreme_black_case><supreme_red_case>อร.36/2568</supreme_red_case><plaintiff>นางสาวมยุรี วัดแก้ว</plaintiff><defendant>1.เลขาธิการ กสทช. 2. กสทช. 3. นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี 4. เจ้าคณะตำบลคลองกระแซง เขต 3 เจ้าอาวาสวัดข่อย 5. บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด</defendant><update_month>ก.ค.68</update_month><Judgment>เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยวินิจฉัยว่า บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องดำเนินการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยและป้องกันความวิตกกังวลของประชาชนที่อาจเกิดขึ้นได้ตามแนวทางการทำความเข้าใจกับประชาชนฯ โดยข้อ 6.2 ของแนวทางการทำความเข้าใจกับประชาชนฯ ได้กำหนดให้กรณีมีการร้องเรียนก่อนมีการประชุมทำความเข้าใจ บริษัทฯ ต้องเชิญผู้ร้องเรียนเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมด้วย ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือถึงสำนักงาน กสทช. ร้องเรียนเกี่ยวกับผลกระทบจากการแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2561 ซึ่งเป็นวันก่อนที่จะมีการประชุมทำความเข้าใจตามแนวทางการทำความเข้าใจกับประชาชนฯ และบริษัทฯ ได้ทราบเรื่องร้องเรียนของผู้ฟ้องคดีแล้ว แต่บริษัทฯ มิได้เชิญผู้ฟ้องคดีซึ่งมีความวิตกกังวล ไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัยจากคลื่นวิทยุจากสถานีวิทยุคมนาคม เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในการประชุมทำความเข้าใจเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2561 เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้ฟ้องคดี จึงถือไม่ได้ว่าบริษัทฯ ได้ดำเนินการทำความเข้าใจกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่จะติดตั้งเสารับ-ส่งสัญญาณโทรศัพท์ตามหลักเกณฑ์ของ กสทช. กรณีดังกล่าวจึงเป็นความบกพร่องของบริษัทฯ แต่อย่างไรก็ตาม ความบกพร่องที่บริษัทฯ ยังมิได้ทำความเข้าใจกับผู้ฟ้องคดี ถือเป็นกรณีที่บริษัทฯ สามารถไปดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์เสียใหม่ให้ครบถ้วน สมบูรณ์ได้ ดังนั้น การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนใบอนุญาตให้ตั้งสถานีวิทยุคมนาคมพิพาทที่ออกให้แก่บริษัทฯ โดยมีเงื่อนไขให้การเพิกถอนดังกล่าวมีผลในวันที่ครบกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากบริษัทฯ ไม่ดำเนินการตามแนวทางการทำความเข้าใจกับประชาชนฯ ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยความเห็นชอบของเลขาธิการ กสทช. ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย แต่โดยที่ข้อเท็จจริงปรากฏต่อมาว่า ภายหลังศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว บริษัทฯ ได้ดำเนินการแก้ไขในส่วนที่บกพร่องตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นโดยดำเนินการตามแนวทางการทำความเข้าใจกับประชาชนฯ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขการออกใบอนุญาตแล้ว อีกทั้ง บริษัทฯ ได้รื้อถอนเสาโทรคมนาคม และขนย้ายอุปกรณ์ออกจากพื้นที่แล้ว เหตุพิพาทในคดีจึงหมดสิ้นไป จึงไม่จำต้องเพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ตั้งสถานีวิทยุคมนาคมของบริษัทฯ รวมทั้งคำสั่งอนุญาตหรือคำขออื่นของผู้ฟ้องคดีอีกต่อไป พิพากษาจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ </Judgment></row>
<row _id="25"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>181/2561</black_case><red_case>1788/2563</red_case><supreme_black_case>อร.7/2564</supreme_black_case><supreme_red_case>อร.70/2568</supreme_red_case><plaintiff>บริษัท เอไอเอ็น โกลบอลคอม จำกัด</plaintiff><defendant>1. กสทช. 2. เลขาธิการ กสทช.</defendant><update_month>ก.ค.68</update_month><Judgment>เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนมติ กสทช. ครั้งที่ 13/2560 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2560 ที่มีมติยืนตามคำสั่งเลขาธิการ กสทช. หรือที่ยกอุทธรณ์ของบริษัท เอไอเอ็น โกลบอลคอม จำกัด (บริษัท) โดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่มีมติดังกล่าว โดยวินิจฉัยว่า เมื่อศาลปกครองสูงสุดในคดีหมายเลขดำที่ อร. 17/2562 คดีหมายเลขแดงที่ อร. 71/2564 ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับคดีนี้ได้วินิจฉัยแล้วว่า มติ กทค. ครั้งที่ 32/2558 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2558 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และพิพากษาให้เพิกถอนมติดังกล่าวตั้งแต่วันที่มีมติ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันต่อบริษัท และ กสทช. ในฐานะคู่กรณี การที่บริษัทฟ้องต่อศาลเป็นคดีนี้ โดยขอให้เพิกถอนคำสั่งเลขาธิการ กสทช. ตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ สทช 5014/ว 15166 ลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 ที่สั่งให้บริษัทจัดสรรเงินรายได้จากการประกอบกิจการโทรคมนาคมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 ในอัตราร้อยละ 4 ต่อปี พร้อมเงินเพิ่มให้แก่กองทุน และมติ กสทช. ครั้งที่ 13/2560 ที่ยืนตามคำสั่งเลขาธิการ กสทช. ซึ่งเป็นคำสั่งต่อเนื่องมาจากมติ กทค. ครั้งที่ 32/2558 ที่ได้ถูกเพิกถอนแล้ว คำสั่งเลขาธิการ กสทช. ดังกล่าวย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายตามไปด้วย มีผลให้มติ กสทช. ครั้งที่ 13/2560 ที่ยืนตามคำสั่งดังกล่าวเป็นอันไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน เมื่อมติดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย กสทช. จึงไม่มีอำนาจเรียกให้บริษัทดำเนินการตามคำสั่งได้ </Judgment></row>
<row _id="26"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>1287/2558</black_case><red_case>2139/2562</red_case><supreme_black_case>อร.71/2563</supreme_black_case><supreme_red_case>อร.118/2567</supreme_red_case><plaintiff>บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) เดิม)</plaintiff><defendant>1. กสทช. 2. สำนักงาน กสทช. 3. เลขาธิการ กสทช. 4. กทค.</defendant><update_month>ก.ค.68</update_month><Judgment>เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2567 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นให้ยกฟ้อง เนื่องจากผู้ฟ้องคดีกระทำการฝ่าฝืนประกาศ กทช. เรื่อง หลักเกณฑ์บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ และเงื่อนไขแนวทางปฏิบัติการโอนย้ายผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ให้บริการตามประกาศดังกล่าว อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 เลขาธิการ กสทช. จึงมีอำนาจตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวสั่งให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติให้ถูกต้องได้ ดังนั้น คำสั่งเลขาธิการ กสทช. ที่ให้ผู้ฟ้องคดีระงับการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือแก้ไขปรับปรุงการให้บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ถูกต้องหรือเหมาะสม จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า คำสั่งเลขาธิการ กสทช. เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น มติ กทค. ในการประชุมครั้งที่ 6/2558 เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2558 ที่วินิจฉัยอุทธรณ์โดยให้ยืนตามคำสั่งของเลขาธิการ กสทช. จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย</Judgment></row>
<row _id="27"><court>ศาลปกครองสูงสุด</court><black_case>ส.12/2556</black_case><red_case>ส.9/2559</red_case><supreme_black_case>อส.30/2559</supreme_black_case><supreme_red_case>อส.26/2567</supreme_red_case><plaintiff>1.นายวุฒิ ตั้งเศวตชัย 2.นายวุฒิพงษ์ หาญสูงเนิน </plaintiff><defendant>1.นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองศาลา 2.สำนักงาน กสทช. 3.กสทช. 4.บริษัท เอเชีย ไวร์เลส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด</defendant><update_month>ก.ค.68</update_month><Judgment> ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้อง ซึ่งมีประเด็นวินิจฉัยที่สำคัญโดยสรุป ดังนี้
 1. การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 โดยยังมิได้รับความเห็นชอบจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้ขออนุญาตก่อสร้างเสาโครงเหล็กโดยได้รับความยินยอมจากเจ้าของที่ดิน จึงไม่มีความจำเป็นต้องขอใช้เอกสิทธิ์ในการปักหรือตั้งเสา หรือเดินสาย วางท่อ หรือติดตั้งอุปกรณ์ประกอบต่าง ๆ       บนที่ดินหรือทรัพย์สินของผู้อื่นตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ที่จะต้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนการก่อสร้างเสาโครงสร้างเหล็กที่พิพาท ประกอบกับการออกใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคมมีเจตนารมณ์ เพื่ออนุญาตและกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคมซึ่งไม่ใช่เงื่อนไขที่ใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร เลขที่ 426/2556 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2556 ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ก่อสร้างเสาโครงเหล็กพิพาทตามแบบที่ได้มาตรฐานและความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 โดยไม่ขอความเห็นชอบจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 จึงเป็นการอนุญาตก่อสร้างอาคารโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว 
 2. การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 โดยที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ไม่ได้ทำความเข้าใจกับประชาชนตามประกาศ กทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และมาตรการกำกับดูแลความปลอดภัยต่อสุขภาพมนุษย์จากการใช้เครื่องวิทยุคมนาคม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า บริเวณพื้นที่พิพาทมีเพียงการก่อสร้างเสาโครงเหล็กที่ยังไม่มีการติดตั้งระบบไฟฟ้า สายอากาศและเครื่องวิทยุคมนาคม และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ยังมิได้พิจารณาออกใบอนุญาตให้ตั้งสถานีวิทยุคมนาคมตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ณ บริเวณพิพาทให้แก่ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใด เสาโครงเหล็กเพื่อใช้เป็นเสาโทรคมนาคมส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และสถานีวิทยุคมนาคมในคดีนี้ยังไม่มีสภาพเป็นสถานีวิทยุคมนาคมที่จะต้องขอรับใบอนุญาตจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว และยังไม่มีการแพร่กระจายคลื่นความถี่ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยในพื้นที่พิพาท อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 มิใช่ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม เป็นเพียงผู้ขออนุญาตก่อสร้างเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่จึงไม่อยู่ในเงื่อนไขที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ก่อนที่จะขอใบอนุญาตก่อสร้างเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่อย่างใด </Judgment></row>
</data>
